หลักแห่งความเชื่อต่างประเทศ

หลักความเชื่อของประเทศฝรั่งเศส

หลักความเชื่อของประเทศฝรั่งเศส      ผมเชื่อว่าทุกประเทศย่อมมีความเชื่อของโชคลาง (Superstitions) ที่แตกต่างกันออกไป แต่ในความเชื่อนั้นๆก็มักจะมีเหตุมีผลของมัน เช่น ผู้ใหญ่มักจะห้ามกวาดบ้านตอนกลางคืน เพราะสมัยก่อนยังไม่มีไฟฟ้าในบ้านจึงไม่สว่างพอ เราอาจจะมองไม่เห็น อาจจะกวาดเอาข้าวของ เครื่องใช้เล็กๆ ยกตัวอย่างเช่น เข็ม เครื่องประดับมีค่าไปทิ้งก็ได้ แม้จะว่าคนฝรั่งเศสจะดูเป็นคนทันสมัย แต่ว่าก็มีความเชื่อเรื่องโชคลางเหมือนกับบ้านเราเช่นกัน 1. Le pain à l’envers ห้ามหงายด้านล่างขนมปังขึ้นด้านบน เพราะเชื่อกันว่าจะนำความโชคร้ายมาให้                              (ça porte malheur !) คนสมัยก่อนเชื่อว่าถ้าวางขนมปังกลับด้าน เปรียบเหมือนการเชิญเพชฌฆาตให้เข้ามาในบ้าน เวลาไปบ้านเพื่อนชาวฝรั่งเศส แล้วเผลอวางขนมปังแบบหงายอีกด้านขึ้นมา คนฝรั่งเศสจะเดินมาวางกลับลงแบบอัตโนมัติ ถ้าจะอธิบายถึงที่มาที่ไปแบบมีหลักการณ์ มีเหตุมีผล อาจเป็นเพราะว่าขนมปังนั้นมีความสำคัญมากต่อคนฝรั่งเศส เหมือนกับความเชื่อที่เรามีต่อพระแม่โพสพ พระเทวีแห่งข้าว ซึ่งเป็นผู้มีบุญคุณ ดังนั้นจึงให้ความเคารพ และไม่ควรนำมาเล่นบนโต๊ะอาหาร On ne met pas le pain à l’envers ! 2.Ouvrir un parapluie en intérieur เชื่อกันว่ากางร่มในอาคาร หรือภายในบ้านจะนำโชคร้ายมาให้ ที่มาของความเชื่อมีหลายทฤษฎี บางคนบอกว่าเป็นความเชื่อที่มาจากประเทศอียิปต์ว่าเป็นการลบลู่เทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์ แต่คนรุ่นใหม่ก็ไม่ได้ถือกันขนาดนั้น แต่อาจจะปฏิบัติกันจนเคยชิน การกางร่มในบ้านอาจก่อให้เกิดอันตรายได้ เพราะก้านร่ม                              (des baleines du parapluie) มันแหลมเหมือนอาวุธ อาจจะไปทิ่มตาคนอื่นได้ 3. Offrir un couteau à quelqu’un การให้มีดเป็นของขวัญ เป็นสิ่งที่ไม่ควรทำ เพราะเชื่อกันว่ามีดเล่มนั้นจะไปตัดสายสัมพันธ์ ทำให้เกิดความบาดหมางกันได้ แม้ว่าอย่างเราอาจไม่เชื่อ ถ้ามีคนไม่รู้แล้วให้มีดเป็นของขวัญกับคนฝรั่งเศส จะเห็นว่ามีการแก้เคล็ดด้วยการให้เงินเล็กๆ น้อยๆเพื่อเป็นการซื้อมีดเล่มนั้น คล้ายกับความเชื่อที่ว่าไม่ควรให้ผ้าเช็ดหน้าแก่กัน เพราะเหมือนบอกเป็นนัยๆว่าให้เอาไว้ซับน้ำตา ดังนั้นผู้รับมักจะให้เศษเหรียญแก้เคล็ดว่าเป็นการซื้อun couteau แปลว่ามีด ส่วน  un opinel มีดพับด้ามไม้ แบบที่ลูกเสือใช้ นิยมนำมาฝากกันมากในฝรั่งเศส เป็นมีดเหมือนกัน และมีมีดที่ใช้บนโต๊ะอาหาร เห็นคนชอบซื้อกัน des couteaux laguiole เป็นแบรนด์ของฝรั่งเศสที่ดังมาก ขายเป็นเซ็ตแบบสวยๆ โลโก้เป็นตัวแมลงอะไรซักอย่าง คล้ายๆผึ้งอีกทั้งเวลาที่ฝนตก เข้ามาในบ้านแล้วยังไม่ยอมหุบร่ม จะทำให้พรมในบ้านเปียก ถ้าเกิดมีน้ำหยดบนพื้น ก็อาจจะลื่นหกล้มได้ 4. Un fer à cheval accroché dans la maison. การเอาเกือกม้ามาแขวนภายในบ้าน เชื่อจะนำโชคร้ายมาให้ โดยเฉพาะแบบที่ทำมาจากเหล็ก บางคนให้เหตุผลว่าอาจจะกลัวว่าหล่นมาใส่คน แต่เหตุผลจริงไม่เด่นชัดว่าทำไม การเก็บเกือกม้าของคนฝรั่งเศลเราจะเห็นว่าวางเป็นรูปตัว U เพื่อเป็นการเปิดรับโชค แต่ในบางประเทศกลับตรงกันข้าม ที่หันคว่ำลง เชื่อว่าจะเก็บโชคลาภไว้ข้างใน 5. Toucher le pompon du béret du marin. การเอามือแตะที่พู่สีแดงของหมวกเบเร่ต์ทหารเรือ จะนำโชคดีมาให้le pompon du béret du marin คือพู่สีแดงที่อยู่บนหมวกเบเร่ต์ของกะลาสีเรือ ไม่ทราบแน่ชัดว่าความเชื่อนี้มีที่มาที่ไปอย่างไร แต่เคยอ่านเจอว่า การออกทะเลจะมีความเสี่ยงต่ออันตราย การถือเคล็ดแบบนี้จะช่วยเสริมสร้างกำลังใจ และทำให้มีสติ มีความสุขุมรอบคอบ อีกที่มาหนึ่งเล่าว่าเกิดจากประเพณีการละเล่นที่สนุกสานอย่างหนึ่งในท่าเรือ ที่ทหารเรือฝรั่งเศสจะมีการแย่งพู่บนหมวกของอีกฝ่าย ผู้ชนะจะโชคดี นอกจากนี้ยังมีสำนวน Décrocher le pompon หมายถึงการชนะแจ๊คพ็อต C’est le pompon. มีความหมายเดียวกันกับสำนวน C’est le bouquet หมายถึง มันเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เหมือนกับโชว์ดีๆที่เก็บเอาไว้ตอนสุดท้าย แต่ในปัจจุบันมีการนำมาใช้ในเชิงเสียดสี เพื่อบอกว่าอะไรบางอย่างซึ่งเลวร้ายที่สุดที่อาจเกิดขึ้น จากรูปข้างล่าง หมวกสีขาวแบบในรูปเรียกว่า un képi หรือ un bonnet de marin ส่วนพู่หรือลูกบอลสีแดงบนหมวกเรียกว่า un pompon

Read more
วันตรุษจีน
วัฒนธรรมต่างประเทศ

วัฒนะธรรมจีน

วัฒนธรรมของจีน      นอกเหนือจากความรู้ในเรื่องของประวัติพระ และพิธีกรรมต่างๆ ที่สหายเราให้ความสนใจเป็นพิเศษแล้ว ผมเห็นว่าในเรื่องของวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆ ของจีนที่ถือปฏิบัติกันมาก็นับเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่สหายเราจะได้ร่วมกันศึกษาเรียนรู้ อันจะทำให้เราได้ทราบถึงประวัติความเป็นมาและความหมายที่ซ่อนเร้นไว้ในประเพณีต่างๆ จึงขอเชิญสหายได้ร่วมกันค้นคว้าและบันทึกไว้เป็นองค์ความรู้ของเว็บไซต์นี้ให้เกิดความรู้ที่กว้างขวางยิ่งขึ้น อันจะสามารถอำนวยประโยชน์ให้กับผู้คนในวงกว้าง ต่อไป  ตรุษจีน คือ วันขึ้นปีใหม่ของชาวจีน สมัยโบราณในยุคราชวงศ์ต่างๆ นับช่วงพ้นปีเก่าเข้าปีใหม่แตกต่างกันไป กระทั่งปี 105 B.C. ฮั่นอู่ตี้ฮ่องเต้แห่งราชวงศ์ฮั่นปรับเปลี่ยนระบบปฏิทินใหม่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน เรียกว่า ปฏิทินไท่ชูลี    ปฏิทินไท่ชูลี่ ปรับปรุงขึ้นจากระบบปฏิทินของราชวงศ์เซี่ย (21-16 ศตวรรษ B.C.) ถือเอาวันแรกของปักษ์ลี่ชุน 立春 เป็นวันขึ้นปีใหม่  ชาวจีนจึงนับเอาวันนี้เป็นวันขึ้นปีใหม่มา 2010 ปีแล้ว   วันตรุษจีนหรือปีใหม่นี้ จีนโบราณเรียกว่า 过年 กั้วเหนียน ผ่านปีหรือ 元旦หยวนตั้น – ขึ้นปีใหม่   เทศกาลตรุษปีใหม่หรือตรุษวสันต์นี้ เดิมเป็นเทศกาลเฉลิมฉลองการเก็บเกี่ยวที่อุดมสมบูรณ์ นักวิชาการเริ่มวิเคราะห์จากคำว่า “เหนียน” 年ซึ่งปัจจุบันแปลว่า ปี เทศกาลตรุษจีน เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “กั้วเหนียน” 过年 ในสมัยโบราณ (ก่อนราชวงศ์โจว) เหนียน หมายถึง รอบการเจริญเติบโตของธัญพืชรอบหนึ่ง ธัญพืชสุกพร้อมที่จะเก็บเกี่ยว และ/หรือหมายถึงความอุดมสมบูรณ์ของการเพาะปลูก ดังนั้น คำว่า “กั้วเหนียน” เดิมทีมิได้หมายถึงการสิ้นปีเก่าขึ้นปีใหม่ แต่หมายความว่า ในปีนั้นๆ เก็บเกี่ยวได้อุดมสมบูรณ์ โดยทั่วไปแล้ว การเพาะปลูกในตงง้วนจะเก็บเกี่ยวกันตอนปลายฤดูใบไม้ร่วง ส่วนฤดูหนาวคือช่วงระยะล่าสัตว์ เมื่อเราย้อนกลับไปดูการกำหนดเดือนอ้ายขึ้นปีใหม่ในปฏิทินโบราณทั้ง 4 ระบบ จะเห็นว่าก๊กเซี่ย ขึ้นปีใหม่ตอนปลายเดือนมกราคม ก๊กซางขึ้นปีใหม่ตอนปลายเดือนธันวาคม     ก๊กโจวขึ้นปีใหม่ตอนปลายเดือนพฤศจิกายน ก๊กฉินขึ้นปีใหม่ตอนปลายเดือนตุลาคม ที่ต่างกันดังนี้ อาจเนื่องมากจากความแตกต่างของฤดูกาล เทศกาลปีใหม่มีขึ้นอย่างเป็นเอกภาพพร้อมเพรียงกัน หลังจากจักรพรรดิฮั่นอู่ตี้ประกาศใช้ปฏิทินไท่ชูลี่ เมื่อค.ศ. 105 แล้ว ดังนั้น อาจกล่าวว่า เทศกาลปีใหม่จีนหรือตรุษจีนเริ่มกำหนดอย่างเป็นทางการในรัชสมัยฮั่นอู่ตี้ ในส่วนคติชาวบ้านก็มีนิทานพื้นบ้านอธิบายว่าทำไมจึงเรียกเทศกาลตรุษวสันต์ว่า “กั้วเหนียน” 过年 เช่นกัน ดังนี้ ในรัชสมัยของจู๋อี่ โอรสสวรรค์องค์ที่ 14 แห่งราชวงศ์ซาง มีชายหนุ่มคนหนึ่งชื่อ ว่านเหนียน 万年เห็นว่าการประกาศปฏิทินกำหนดฤดูกาลของราชสำนักมีความผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปจากสภาพภูมิอากาศที่เป็นจริง อันก่อผลเสียหายแก่การกสิกรรมและการปศุสัตว์มาก ว่านเหนียนจึงพากเพียรพยายามติดตามศึกษาดาราศาสตร์ ศึกษาเงาตะวันจากนาฬิกาแดด เป็นต้น จนกระทั่งทราบต้นตอที่มาของความผิดพลาด การคำนวณปฏิทินแบบเดิม

Read more
เกร็ดความรู้

ความเชื่อลี้ลับ

แมวดำ วัฒนธรรมความเชื่อของชาวตะวันตกมองว่า แมวดำเป็นสัญลักษณ์ความโชคร้าย เพราะมันมักจะเชื่อมโยงกับแม่มด ขณะที่หลายพื้นที่เชื่อว่า หากเจอแมวดำวิ่งตัดหน้า คุณอาจพบเจอหายนะหรือถึงแก่ชีวิต โดยเฉพาะนักพนันจะหวาดกลัวคำสาปแมวดำเป็นพิเศษ หลายคนเชื่อว่า หากเจอแมวดำระหว่างทางไปคาสิโน วันนั้นพวกเขาจะไม่มีดวงทางนี้ อย่างไรก็ดี แมวดำไม่ได้มาพร้อมข่าวร้ายเสมอไป ในบางประเทศ อาทิ ญี่ปุ่น อังกฤษ และไอร์แลนด์ แมวดำถือเป็นสัญลักษณ์แห่งโชคดี

Read more
หลักแห่งความเชื่อต่างประเทศ

6 ความเชื่อลี้ลับ สหรัฐอเมริกา

1.การจาม ว่ากันว่าการจามทำให้ประตูวิญญาณเปิด วิญญาณของเราอาจจะหลุดลอยออกมาทางปาก แล้ววิญญาณชั่วร้าย หรือซาตาน จะเข้าฉวยโอกาสเข้ามาสิงร่างได้ ดังนั้นผู้คนจะพูดกับคนที่จามว่า เบลสยู (bless you) ซึ่งหมายถึง ขอให้พระเจ้าคุ้มครอง เพื่อเป็นการป้องกันวิญญาณร้ายเข้ามาสิงร่าง 2.บันไดลิง ชาวอเมริกันจะไม่เดินลอดใต้บันไดลิงที่ตั้งพิงกำแพง เพราะเชื่อว่าการตั้งบันไดลิงแบบนั้นจะทำให้เกิดช่องว่างรูปสามเหลี่ยม ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของตรีเอกภาพ แทนพระบิดา พระบุตร และพระจิต ตามคัมภีร์ไบเบิล การเดินลอดใต้บันไดจึงเปรียบเหมือนการลบหลู่ และปฏิเสธเอกภาพ อาจนำมาซึ่งความโชคร้าย 3.วิชโบน เมื่อถึงวันคริสมาสต์ ผู้คนจะย่างไก่งวงกิร ซึ่งไก่ง่วงจะมีกระดูกรูปตัววี อยู่ระหว่างคอกับอก เรียกว่า วิชโบน (wishbone) มีความเชื่อว่าหากจับกระดูกไว้คนละด้านแล้วขอพร จากนั้นกระชากออกพร้อมกันให้หัก คนที่ได้ฝั่งยาวกว่าจะสมหวัง นอกจากนี้เครื่องประดับที่ลักษณะเหมือนวิชโบนจะช่วยเพิ่มสิริมงคลด้วย 4.กระจก ในสหรัฐอเมริกาเชื่อกันว่าหากทำกระจกแตกจะโชคร้ายไปถึง 7 ปี นอกจากนี้ในประเทศอื่นๆ อาทิ เกาหลีใต้ ก็เชื่อว่า กระจกแตกนั้นเป็นสัญญานเตือนลางร้ายด้วยเช่นกัน คนในสมัยก่อนยังมีความเชื่ออีกว่าร่างกายตัวเองที่สะท้อนอยู่ในกระจกนั้นคือวิญญาณ หากไปส่องกระจกที่แตกก็เท่ากับว่า วิญญาณแตกสลายไปด้วย 5.แมวขาว ในประเทศไทยอาจเชื่อว่าแมวดำคือลางร้าย แต่ในทางกลับกันสหรัฐอเมริกาเชื่อว่า หากเห็นแมวขาว ตอนกลางคืนจะโชคร้าย อย่างไรก็ตาม หากเจอแมวขาวในฝันก็จะถือว่าโชคดี นอกจากนี้หากแมวข้าวเข้ามาในบ้านแบ้วไม่ออกไปไหน เชื่อว่าจะเกิดเรื่องดีๆ ในครอบครัว 6.ศุกร์ 13 ความเชื่อว่าเรื่องร้ายๆ จะเกิดขึ้นในวันศุกร์ที่ 13 ต่างแพร่หลายไปทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศที่นับถือศาสนาคริสต์ เพราะตรงกับวันที่พระเยซูถูกตรึงกางเขน หลังเสวยพระกระยาหารมื้อสุดท้ายในคืนก่อนหน้า ร่วมกับอัครสาวกอีก 12 คน จากสถิติพบว่า คนอเมริกันเป็นโรคกลัววันศุกร์ที่ 13 (Paraskevidekatriaphobia) มากถึง 21 ล้านคน นอกจากนี้จากการสำรวจยังพบอีกว่าในปี ค.ศ.1993 มีอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นในคืนวันศุกร์ที่ 13 มากกว่าวันศุกร์อื่นๆ ถึงร้อยละ 52

Read more
หลักแห่งความเชื่อต่างประเทศ

หลักความเชื่อของประเทศญี่ปุ่น

การถือเคล็ดตามภาษา ยกตัวอย่างเช่น “เลขเก้านั้นดี จะทำให้ก้าวหน้า” จึงกลายเป็นสิ่งที่ต้องระวัง หากจะเอามาใช้กับคนชาติอื่นๆเป็นอย่างมาก ก่อนอื่น เราลองมาทำความรู้จักกับตัวเลขกับความเชื่อของคนญี่ปุ่นกันดีกว่า เลขมงคลที่มาจากการพ้องของภาษา เลข 1 เป็นตัวเลขที่ไม่ค่อยมีการพูดถึง หากจะมีการพูดถึง ก็อาจแปลได้ทั้งสองอย่าง คือ เป็นกลาง ไม่เปลี่ยนแปลง แน่วแน่มั่นคง หรืออาจหมายถึงการไม่ได้พบพานกับคู่ครองก็ได้ เลขหนึ่งเป็นตัวเลขพื้นฐานในการฝึกเขียนตัวอักษรญี่ปุ่นโบราณที่เราเรียกกันว่า โชะโด เป็นตัวแทนของการมีอยู่ เมื่อเทียบกับคำว่าว่าง หรือไร้ตัวตนของ ไม่น่าจะมีการตีความหมายร้ายแรง เพราะมีการเอามาตั้งชื่อคนหลายแบบมาก เลข 4 คำสื่อไปถึงคำว่า (ชิ:ความตาย) เป็นตัวเลขอัปมงคล เลขนี้มีผลต่อการออกแบบโรงพยาบาล เพราะที่ญี่ปุ่นโรงพยาบาลหลายแห่งไม่ออกแบบให้ ห้องผ่าตัด ห้องคลอด ห้องทำแผล อยู่ในชั้น 4 เพื่อเป็นการระวังรักษาน้ำใจคนไข้กันเลยทีเดียว เลข 5 มักสื่อไปถึงคำว่า โกะเอ็ง การเชื่อมโยง การสื่อสัมพันธ์ การพบรัก และยังมักถูกนำมาเป็นการให้คะแนน เกรด หรือคุณภาพ ขั้นสูงสุด ในการเทียบระดับชั้นอีกด้วย 7 มักสื่อไปถึงเลขเจ็ดทางศาสนาคริสต์และศาสนาพุทธ ทำให้กลายเป็นเลขมงคลโดยไม่ต้องมีการเทียบคำ มีการจัดเรียงสถานที่ และสิ่งของเป็นเจ็ดสิ่งที่น่าสนใจในรูปแบบต่างๆมากมาย และเลขชุดนี้ยังถูกนำไปใช้ในโต๊ะเกม และปาจิงโกะ เป็นเลขแจ็กพ็อต เรียงเจ็ดเมื่อไหร่ เงินออกถล่มทลายเลยทีเดียว เลข 8 มีที่มาการตีความสองชุด คือ ลักษณะการเขียนคันจิที่ปลายเปิด เป็นเลขมงคล แสดงว่าปลายทางจากเปิดกว้าง ทางสู่เงินทองจะกว้างขึ้น(เงินจะไหลมาเทมา) ส่วนอีกความเชื่อเป็นความเชื่อโบราณของญี่ปุ่นดั้งเดิมว่าเป็นตัวเลขของความบริสุทธิ์ของผู้รู้ เพราะมีขนาดมากปริ่มๆกำลังดี เราจึงมักพบชื่อสถานที่สำคัญๆทางจิตวิญญาณในธรรมชาติ และศาลเจ้าโบราณ มีชื่อที่มีเลขแปดปะปนอยู่ เลข 9 สื่อไปถึงคำว่า คุ:ความทรมาณ เป็นตัวเลขอัปมงคล บ้าน โรงแรม อพาร์ทเมนต์ และโรงพยาบาลญี่ปุ่น มักหลีกเลี่ยงการออกแบบพื้นที่ ที่มีตัวเลขเก้า เข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งตรงข้ามกับจีนอย่างสิ้นเชิง เพราะเป็นตัวเลขเดี่ยวที่มีค่าสูงสุด จึงเป็นเลขมงคลของจีน

Read more
วัฒนธรรมต่างประเทศ

วัฒนธรรมของชาติเกาหลี

วัฒนธรรมของชาติเกาหลี ฮันบก : ชุดแต่งกายตามประเพณีชาติเกาหลี ฮันบก ของผู้หญิงประกอบด้วย กระโปรงพันรอบตัว เรียกว่า “ชิมา” และเสื้อ “ชอกอรี”  ซึ่งคล้ายเสื้อแจ็คเก็ตฮันบกของผู้ชายประกอบด้วยชอกอริเช่นกัน แต่สั้นกว่าของผู้หญิง และมีกางเกงเรียกว่า “บาจิ” ทั้งชุดของผู้หญิงและผู้ชายสวมคลุมทับด้วยเสื้อคลุมยาวเรียกว่า “ตุรุมากิ” ปัจจุบันนี้ชาวเกาหลี นิยมสวมชุดแต่งกายประจำชาติในงานเทศกาล หรือในงานพิธีต่างๆ เช่น พิธีแต่งงาน พิธีศพ กิมจิ และ บุลโกกิ: อาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องปรุงมีส่วนสำคัญที่ทำให้บุลโกกิและกิมจิมีรสชาติตามต้นตำรับ กิมจิ ทำจากผักได้หลายชนิด ที่นิยมได้แก่ผักกาดและหัวผักกาด วิธีการทำ นำผักมาดองในน้ำเกลือแล้วเทน้ำเกลือออกให้ผักแห้งพอหมาด แล้วคลุกด้วยเครื่องปรุง กิมจิเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง มีคอเลสตอรอลต่ำ และยังมีเส้นใยอาหาร รวมทั้งมีวิตามินมากกว่าแอปเปิล จึงมีมีผู้กล่าวว่า “กินกิมจิวันละนิดหน่อย ไม่ต้องคอยไปหาหมอ” ฮันกึล : อักษรเกาหลี ตัวอักษรเกาหลี ถูกประดิษฐ์ขึ้นเมื่อศตวรรษที่ 15 โดยพระเจ้าเซจองแห่งราชวงศ์โชซอน  ประกอบด้วยพยัญชนะ 14 ตัว และสระ 10 ตัว การผสมกันระหว่างสระและพยัญชนะทำให้สามารถสร้างคำได้นับพันคำ เพราะตัวอักษรฮันกึลไม่มีความสลับซับซ้อนและมีจำนวนไม่มาก ภาษาเกาหลี สามารถเรียนรู้ได้ง่าย ปัญหาการไม่รู้หนังสือจึงหมดไปจาก เกาหลี             จองเมียว เชอแยก  :ดนตรีจองเมียวในพิธีสักการะบรรพบุรุษ ในวันอาทิตย์แรกของเดือนพฤษภาคมของทุกปี ลูกหลานของตระกูลชอนจู ยี ซึ่งเป็นเชื้อพระวงศ์กษัตริย์โชซอน (1392 – 1910) จะประกอบพิธีสักการะบรรพบุรุษที่ศาลเจ้าจองเมียว ใน กรุงโซล แม้ว่าพิธีนี้จะกระทำโดยย่อแล้วก็ตามยังมีเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบพิธีดังกล่าวนี้ทั้งหมด 19 ชนิด ซึ่งประกอบด้วยระฆังหิน กระดิ่งทองเหลือง และกลองชนิดต่างๆ เครื่องดนตรีเหล่านี้ใช้บรรเลงบทเพลงประกอบพิธีกรรมดังกล่าวโดยเฉพาะ หน้ากากและการแสดงระบำหน้ากาก     หน้ากากภาษา เกาหลี เรียกว่า “ทัล” ซึ่งทำจากกระดาษ ไม้ ผลน้ำเต้าและขนสัตว์ หน้ากากเหล่านี้จะสะท้อนถึงโครงสร้างหน้าตาของคน เกาหลี แต่หน้ากากบางหน้าหมายถึงเทพเจ้ากับอมนุษย์ ความจริงกับมโนภาพลักษณะของหน้ากากนั้นมีรูปร่างที่ผิดธรรมชาติไปมากเพราะว่า “ทัลชุม” เป็นการแสดงระบำหน้ากากแสดงตอนกลางคืนโดยใช้แสงสว่างจากกองไฟ     ระบำหน้ากากเป็นศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้าน ได้พัฒนาโดยชาวบ้านที่มีเชื้อสายโชซอน ที่มีความรู้สึกถึงความขัดแย้งในการปกครองจากชนชั้นสูงในสังคม  ส่วนใหญ่แล้วผู้แสดงและผู้ชมมักมีส่วนร่วมในตอนท้ายของการแสดง โสมเกาหลี โสมเป็นพืชที่นิยมปลูกกันทั่วไปในเกาหลี ซึ่งมีภูมิอากาศและสภาพดินดีเหมาะกับการปลูกโสมที่มีคุณภาพดีที่สุดในโลก โสมเกาหลีมีชื่อเรียกเฉพาะว่า “โสมกอริโย” (GORYEO GINSENG) ซึ่งตั้งตามชื่อของราชวงศ์กอริโยโบราณ เพื่อให้ต่างจากโสมที่นำไปปลูกตามที่ต่างๆทั่วโลก และชื่อประเทศเกาหลีที่เป็นภาษาอังกฤษว่า “KOREA” ก็ได้มาจากชื่อนี้ โสมรับประทานเป็นยาบำรุงร่างกาย หรือเป็นยาเจริญอาหาร เชื่อกันว่าโสมทำให้กล้ามเนื้อต่างๆ และร่างกายแข็งแรง ช่วยกระตุ้นหัวใจ ป้องกันโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร เป็นยาชูกำลังและช่วยระงับประสาท โสมเป็นตัวยาสำคัญสำหรับการแพทย์แผนโบราณทางตะวันออก แต่ชาวเกาหลีนิยมดื่มโสม เช่นเดียวกับการดื่มชาหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

Read more
หลักแห่งความเชื่อต่างประเทศ

10 อันดับ ความเชื่อแปลกๆ ของคนเกาหลี

ประเทศเกาหลีเองก็มี ความเชื่อแปลกๆ พวกนี้ด้วย แถมบางอย่างยังเป็นความเชื่อที่ตรงกับของไทยด้วย งั้นตามไปอ่านกันได้เลยกับ 10 อันดับ ความเชื่อแปลกๆ ของคน เกาหลีกัน 1. คู่รักห้ามทางเดินข้างกำแพงวังด็อกชูกุง มีเรื่องความเชื่อกันว่า หากคู่รักคู่ใดคู่หนึ่ง ที่ต้องเดินด้วยกันไปตามทางเดินข้างกำแพงของ พระราชวัง ด็อกชูกุง (덕수궁) ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงโซลตรงข้ามกับ City Hall และ Seoul Plaza แล้วล่ะก็ ไม่นานคู่รักคู่นั้น จะต้องเลิกรากันในที่สุด โดยที่มาของความเชื่อนี้ ไม่ใช่แค่ตำนานธรรมดาๆ แต่มาจากสิ่งที่เกิดขึ้นจริง นั่นก็เพราะว่าที่ปลายถนน เส้นรอบกำแพงวังแห่งนี้ เคยมี “ศาลครอบครัวแห่งกรุงโซล” ตั้งอยู่ ดังนั้นเมื่อคู่สามี-ภรรยาคู่ ใดต้องการจะหย่าขาดกัน เพราะว่าพวกเขาก็ต้องเดินไปบนถนนเส้นนั้นด้วยกันนั่นเอง และหากใครได้ยินคนรักของตนพูดอ้อมๆ ทำนองว่า “เราไปเดินข้างกำแพงวัง ด็อกชูกุง กันเถอะ” ให้สงสัยได้เลยว่า นั่นคือ สัญญาณการขอบอกเลิกจากเขาหรือเธอคนนั้นก็เป็นไปได้อย่างแน่นอน 2. สิ่งที่ห้ามทำก่อนการสอบ เพราะคนเกาหลีส่วนใหญ่ถือเรื่องการสอบเป็นเรื่องจริงจังในชีวิตเป็นอย่างมากๆ เลยเกิดความเชื่อเหล่านี้ขึ้น อาทิ ไม่ควรทานอาหาร ที่มีลักษณะลื่นๆ เช่น ซุปสาหร่าย หรือว่า บะหมี่ เพราะนั่นจะทำให้ สมองคุณไหลลื่นตามไปด้วย แล้วอะไรที่เคยท่องจำอะไรเอาไว้จะไหลออกไปหมด!เช่นกันสมองจะไม่รับรู้อะไรเลยจากที่เราอ่านทบทวนมา ตรงกันข้าม ถ้าจะให้ดี ก็ต้องทานอาหารเหนียวๆ แทน เช่น ขนมโมจิ หรือ ขนมท็อฟฟี่คราวนี้ ความรู้ในหัวก็จะติดหนึบไม่หนีหายไปไหนแน่ๆเลย หรือบางคนยัง มีความเชื่อด้วยอีกว่า อย่าอาบน้ำก่อนการสอบ เพราะความรู้ที่คุณมีจะถูกชะล้างออกไปพร้อมกับน้ำด้วย… เรียกได้ว่าตัวเหม็น ไม่เป็นไรขออย่าให้สอบตกเป็นพอนี่เอง 3. อย่าตัดเล็บตอนกลางคืน เรื่องเชื่อที่เคยได้ยินมานาน คือ ในเมื่อคุณตัดเล็บตอนกลางคืน แล้วทิ้งเศษเล็บเอาไว้ บรรดาหนูๆ จะพากันมากินเศษเล็บของคุณเข้าไป เมื่อมันกินไปแล้ว มันจะสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ มีรูปร่างหน้าตาเหมือนตัวคุณ แถมยังขโมย วิญญาณคุณไปด้วย พอหนูตัวนั้นกลายเป็นตัวคุณสมบูรณ์แบบเต็มๆตัวแล้ว ตัวคุณเองจริงๆ ก็คงหาย สาบสูญไปตลอดกาลแน่ๆเลย  แต่ คนไทยสมัยก่อนเราก็มีความเชื่อเรื่อง ห้ามตัดเล็บตอนกลางคืนเหมือนกันว่าจะทำให้อายุสั้นลง ซึ่งเหตุผลแท้จริงของเรื่องนี้ทั้งเกาหลี และไทยเอง อาจเป็นเพราะว่า ในสมัยก่อนที่ยังไม่มีไฟฟ้าใช้ การตัดเล็บตอนกลางคืน จะก่อให้เกิดอันตราย ถ้าไม่ระวังอาจพลาดไปโดนเนื้อเล็บของตัวเองจนบาดเจ็บเลือดไหลออกทันนีนั่นเองค่ะ ถือว่าเป็นความเชื่อที่เกิดจากความหวังดีก็ว่าได้ 4. ห้ามผิวปาก เป่าขลุ่ย ตอนกลางคืน การผิวปาก หรือ การเป่าขลุ่ยเกาหลีโบราณ (피리) ตอนกลางคืน เชื่อว่าจะเป็นการเรียกบรรดา ภูติผีปีสาทหรือพวกงูให้มารวมตัวกันที่นั่นได้ค่ะ (ตรงกับความเชื่อโบราณของไทยเช่นกันว่า ถ้าผิวปาก ตอนกลางคืนจะเป็นการเรียกผีให้มาหา) หรือพวกสิงสาลาสัตว์ทั้งหลายอีกด้วย 5. เกี่ยวกับวันย้ายบ้าน ถ้าต้องการย้ายบ้านจริงๆ วันที่ขนของจากบ้านเก่าไปบ้านใหม่ จะต้องดูฤกษ์ให้ยามดีให้ดีๆ ที่ประเทศเกาหลีเขา เชื่อกันว่า ควรจะย้ายบ้านใน “วันปลอดภูตผี” ทันทีดพราะว่าโดยบริษัทรับจ้างย้ายบ้านส่วนใหญ่ จะรู้วันที่เหล่านี้กันดีกว่าเราเป็นอย่างมากเลย พวกเขาจะบอกคุณได้ว่าในเดือนนั้น มีวันไหนบ้างที่จะปลอดภัยต่อการย้ายบ้าน โดยไม่มีวิญญาณร้ายจากที่เก่าติดตามไปรบกวนคุณที่บ้านใหม่ด้วยอีกด้วย อีกอย่างก็คือ ในวันที่จะย้ายจริงๆ ไม่ต้องกวาดบ้านทำความสะอาดบ้านหลังเก่า เพราะที่นั่นคุณได้ทิ้ง ขยะ ฝุ่นผง และเศษเล็บที่ตัดทิ้งไว้ สิ่งเหล่านั้นจะทำให้วิญญาณร้ายหลงคิดว่า คุณยังอยู่ที่นั่นไม่ได้ย้ายออกไปไหน แล้วพอคนที่ย้ายมาแทนคุณเข้าไปทำความสะอาดให้แล้ว คราวนี้วิญญาณร้ายก็จะไม่มีวันตามหาคุณเจอ อีกต่อไปแล้วเช่นกันล่ะค่ะ 6. ให้รองเท้าเป็นของขวัญ อย่ามอบรองเท้าให้กับใครที่มีความสำคัญกับคุณ เช่น แฟน เพื่อน หรือคนที่สนิทเด็ดขาด นั่นเพราะเขาอาจวิ่งหนีหายไปจากคุณได้… แต่ถ้าใครเผลอให้ไปแล้ว ก็มีวิธีแก้ค่ะ คือให้คนที่ได้รับรองเท้าคู่นั้นจ่ายเงินให้กับคนที่ให้ของขวัญมา (ไม่ต้องเป็นจำนวนเงินมาก แค่ 10-100 วอนก็ได้) ทำแบบนี้แล้ว จะได้ดูเหมือนกับว่ารองเท้าคู่นั้น ไม่ใช่ของขวัญที่ได้มา แต่เขาเป็นคนซื้อมาใส่เองยังไง 7. อย่าหลงเสน่ห์คนที่มีใฝอยู่ใกล้ปาก เขาว่ากันว่า อย่าหลงเสน่ห์คนที่มีใฝอยู่ใกล้ริมฝีปาก เพราะเขาคนนั้นเชื่อใจไม่ค่อยได้ ดังนั้นในเกาหลี บางทีก็จะเรียกล้อเลียนคนที่มีใฝอยู่ใกล้ปากว่า เจ้าชู้เหมือนลม ซึ่งเป็นคำที่มัก ใช้เรียกคนที่เจ้าชู้มากๆ นั่นเอง 8. อย่าป้อนไก่ให้สามีทาน คนเป็นภรรยาไม่ควรป้อนไก่ หรือว่าสัตว์ปีกอื่นๆ ให้สามีทาน นั่นเป็นเพราะว่าพวกมันมีปีก ถ้าหากว่าท้องของสามีคุณเต็มไปด้วยไก่ บางครั้งพออถึงเวลาในบางทีเค้าอาจบินได้ แล้วก็บินหนีหายไปจากคุณสิค่ะ 9. วิธีเร่งความสูง ต้องการให้ลูกๆ ของคุณตัวสูงไวๆ รึเปล่า? ถ้าอยากให้สูงได้ยินเขาว่ากันว่านี่คือความเชื่อ 2 ข้อที่จะทำให้เร่งความสูง ข้อแรก อย่ากระโดดข้ามตัวลูกของคุณเด็ดขาด มันจะทำให้เขาไม่อาจสูงขึ้นไปกว่านั้นได้อีกแล้ว ส่วนข้อสอง คือ ถ้ายิ่งตัดผมสั้นๆ จะยิ่งทำให้ตัวสูงขึ้นเร็วตามไปอีกด้วย 10. เอามือจับที่ตา มีความเชื่อว่า หลังจากที่เอามือไปจับโดนผีเสื้อหรือแมลงเม่าแล้ว ห้ามเอามือมาจับที่ตาของคุณต่อ เพราะอาจจะทำให้ตาของคุณบอดได้ (แต่ความจริงก็คือ ที่ผีเสื้อตัวนั้นอาจจะมีละอองเกสรดอกไม้บางชนิดติดอยู่ ถ้าเข้าตาแล้วอาจก่อความระคายเคืองต่อดวงตาได้) จากความเชื่อ 10 ข้อเหล่านี้ บางข้ออาจฟังดูประหลาดไปหน่อย แต่บางข้อก็ดูจะเป็นความหวังดี ตั้งใจเตือนให้เราทำอะไรด้วยความระมัดระวังนั่นเอง เพราะไม่ว่าแต่ละประเทศใหนหรือประเทศไทยเราหรือแต่ละบุคคล จะมีความเชื่อเหมือนหรือต่างกันยังไง สุดท้ายการทำอะไรด้วยสติรอบคอบไม่ประมาท จะส่งผลดีต่อตัวเราเองที่สุดแล้วล่ะค่ะ   

Read more
เกร็ดความรู้

เกร็ดความรู้และวัฒนธรรมประเทศเวียดนาม

 เกร็ดความรู้และวัฒนธรรมประเทศเวียดนาม ประเทศเวียดนาม มีรูปร่างคล้ายตัว S ทอดตัวยาวเหยียดยาวไปตามแหลมอินโดจีน ด้านตะวันออกติดกับทะเลจีนใต้ ด้านเหนือติดจีน ด้านตะวันตกติดลาว และกัมพูชา สามในสี่ของพื้นที่เป็นภูเขาและป่า ครอบคลุมทะเล ไหล่ทวีป และหมู่เกาะนับพันเกาะจากอ่าวตังเกี๋ยจรดอ่าวไทย รวมทั้งหมู่เกาะสแปรตลีและพาราเซลที่จีนและประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หลายประเทศแย่งกันอ้างกรรมสิทธิ์ สาเหตุเป็นเพราะมีแหล่งน้ำมันใต้ดินที่อุดมสมบูรณ์ และเวียตนามก็ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมฝรั่งเศสด้วย ได้แก่ ตึกที่อยู่อาศัยที่ดูทันสมัย เป็นตึกสีเหลืองสไตล์โคโลเนียลที่มีให้พบเห็นมากมาย ดังนั้นวัฒนธรรมต่างๆ ของเวียตนามจึงมีการผสมผสานกันเป็นอย่างมาก ทั้งด้านที่อยู่อาศัย เทศกาล อาหาร เป็นต้น  วิถีชีวิตของชาวเวียดนาม เวียดนามมีความสัมพันธ์กับจีนมาก่อนการปฏิวัติระบบการปกครอง จึงทำให้มีความเชื่อ ศิลปะ วิถีการดำรงชีวิต ตลอดจนประเพณีและวัฒนธรรมต่างๆ ที่ใกล้เคียงกับจีน ลัทธิความเชื่อต่างๆ ของจีนได้แพร่ขยายมายังเวียดนามด้วย ทั้งลัทธิขงจื๊อที่ให้ความสำคัญต่อการนับถือบรรพบุรุษ ลัทธิเต๋า ที่สอนเรื่องความสมดุลของธรรมชาติ  รวมไปถึงศาสนาพุทธนิกายมหายานที่สอนเรื่องกรรมดีและกรรมชั่ว แม้ว่ารัฐบาลคอมมิวนิสต์ของเวียดนามจะทำลายความเชื่อและศาสนาส่วนหนึ่งไปในช่วงปฏิวัติระบบการปกครอง แต่ปัจจุบันมีการผ่อนปรนมากขึ้น โดยอนุญาตให้มีนักบวชในศาสนาพุทธและศาสนาอื่นๆ ได้ อีกทั้งพลเมืองส่วนหนึ่งยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีดั้งเดิมสืบทอดมาจน ถึงปัจจุบัน ศิลปวัฒนธรรมประเทศเวียดนาม          ด้านศิลปวัฒนธรรมของเวียดนาม มีความแตกต่างกันกับศิลปวัฒนธรรมของไทยอย่างมาก ที่เป็น อย่างนี้เป็นเพราะเวียดนามถูกปกครองโดยประเทศจีนมาหลายครั้งหลายหน จนอาจเรียกได้ว่า อารยธรรม วัฒนธรรม ของเวียดนาม คือ วัฒนธรรมของประเทศจีน นั่นเอง โดยเฉพาะทางด้านศิลปของโบราณสถาน ต่าง ๆ อาทิ พระราชวัง วัด สุสาน ฯลฯ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันจนไม่สามารถแยกออกให้เห็นอย่าง เด่นชัด แม้ในช่วงหลังมานี้ เวียดนามอาจได้รับอิทธิพลจากประเทศฝรั่งเศล และญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ใน ภาพรวมแล้วจะคล้ายคลึงกับประเทศจีน และมีหลักฐานให้เห็นอยู่ทั่วไปบริเวณสองข้างทางที่พวกเราผ่านไป เกือบทุกถนน แต่ถ้าจะกล่าวถึงวัฒนธรรมนั้นสามารถ แยกแยะออกเป็นประเภทต่าง ๆ ได้หลากหลายในที่นี้จะ กล่าวเปรียบเทียบระหว่างวัฒนธรรมเวียดนาม กับ วัฒนธรรมไทยหรืออื่น ๆ เท่าที่จะค้นคว้าได้ ดังนี้ วัฒนธรรมทางด้านภาษา                ภาษาของเวียดนามในช่วงแรกใช้อักษรจีนมาตลอดจนกระทั่งเมื่อปี พ.ศ. ๒๔๖๓ จึงเปลี่ยนมาใช้ อักษรโรมัน (quoe ngu) และถ้าสังเกตจริง ๆ แล้วเป็นวัฒนธรรมของฝรั่งเศล และเมื่อนำมาเปรียบเทียบ การออกเสียงหรือความหมายของคำแล้วจะพบว่า ความใกล้เคียงของภาษาไทยกับภาษาลาวจะใกล้เคียงกันมากกว่า ภาษาเวียดนาม ดังตัวอย่างง่าย ๆ ต่อไปนี้   วัฒนธรรมพื้นบ้าน  สิ่งก่อสร้าง รูปทรงและศิลป์การตกแต่งนับตั้งแต่ตึกรามบ้านช่องของคนเวียดนามยังคงมี รูปลักษณ์ของจีนอยู่มากแต่บางพื้นที่ก็มีศิลป์ของฝรั่งเศส หรือ ญี่ปุ่น อยู่อย่างกลมกลืน แต่เท่านี้สิ่งสังเกต ศิลป์ของเวียดนามจากสถานที่สำคัญๆ แม้จะเป็นศิลป์วัฒนธรรมของจีนแต่ในส่วนที่เป็นการตกแต่งดูจะมี ความอ่อนไหวกว่าเล็กน้อย แต่ถึงอย่างไรก็มองเหมือนศิลป์จีนชัดเจน ศิลปพื้นบ้าน  ศิลปพื้นบ้านที่เด่นๆเท่าที่สังเกตก็คล้ายกับของไทย เช่น เครื่องจักรสาน เครื่องปั้นดินเผาควรทำ โดยไฟจากกระดาษ แต่ในเรื่องของดนตรียังมีกลิ่นไอของเพลงจีนอยู่อย่างแนบแน่น เครื่องดนตรีเพียง ๒ – ๓ ก็สามารถสร้างความไพเราะได้อย่างน่าชม  

Read more
หลักแห่งความเชื่อต่างประเทศ

10 ความเชื่อของชาวรัสเซีย

มาดูกันว่าเรื่องความเชื่อที่ว่าด้วย 10 ความเชื่อของชาวรัสเซียมีอะไบ้าง   1. ชาวรัสเซียเชื่อว่า “เลข 13” คือ เลขแห่งความโชคร้าย – ก็เหมือนกับชาวตะวันตกประเทศอื่นๆที่มักเชื่อกันว่า เลข 13 คือ เลขที่นำความโชคร้ายมาให้ ดังนั้น เราจึงจะไม่ค่อยได้พบเห็นตัวเลข 13 บนลิฟท์ อาคารต่างๆมักสร้างชั้น 12 แล้วเลยเป็นชั้น 14 ไปเลย ทั้งในรัสเซียและประเทศอื่นๆในโลกตะวันตกด้วย 2. ชาวรัสเซียเชื่อว่า “วันจันทร์” คือ วันที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ – เพราะว่าวันจันทร์ เป็นวันที่ต่อกับวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ที่คนส่วนใหญ่จะพักผ่อนกัน ความพร้อมทั้งด้านสมองและร่างกายอาจยังไม่พร้อมที่จะทำการใหญ่อย่างเต็มที่เท่าไร ยิ่งเป็นวันจันทร์ที่ 13 ยิ่งต้องระมัดระวังให้มากขึ้นค่ะ เพราะส่วนใหญ่จะไม่ชอบมาทำงานเลยถ้าเป็นวันที่ต้องตรงกันทั้งสองนี้ 3. เลขที่ดีที่สุดของชาวรัสเซีย คือ “เลข 3” – ในศาสนาคริสต์จะมีคำว่า พระบิดา พระบุตร และพระจิต ซึ่งนับรวมแล้วเป็น 3 พอดี อีกทั้งสิ่งต่างๆรอบตัวเรามักเกี่ยวข้องกับเลข 3 เช่น เรื่องเวลา ก็จะถูกแบ่งเป็น อดีต ปัจจุบัน อนาคต ก็เป็น 3 อีกเช่นกัน ชาวรัสเซียเลยชอบเลข 3 เป็นพิเศษด้วยค่ะ 4.นอกจากเลข 3 แล้ว ชาวรัสเซียยังชอบ “เลข 7” อีกด้วย – มีคำโบราณว่า седьмица (สิดมี้สะ) เป็นคำที่ใช้ในคัมภีร์ไบเบิ้ลภาษารัสเซีย ที่หมายถึงเจ็ดวันสุดท้ายของการถือศีลอด นอกจากนี้เลข 7 ยังถูกใช้ในความหมายที่ดีซึ่งสามารถเห็นได้ในสำนวน สุภาษิต คำพังเพยของรัสเซีย เช่น Семеро одного не ждут. คนเจ็ดคนไม่จำเป็นต้องรอคนคนเดียว หรือ ถ้าครบเจ็ดคนแล้วถือเป็นใช้ได้เลย ไม่ต้องรอคนที่ยังมาไม่ถึงนั่นเอง Семь раз отмерь, один раз отрежь ต้องวัดอย่างละเอียดถึงเจ็ดครั้ง ถึงจะทำการตัดได้ สำนวนนี้จะใช้เมื่อผู้พูดต้องการจะบอกให้ผู้ฟังใจเย็นๆ ไม่ต้องรีบร้อนแต่อย่างใด 5. หากมีแมวดำเดินตัดหน้า ชาวรัสเซียจะถือว่า วันนั้นเห็นจะโชคไม่ดีแล้ว – วิธีการแก้ไข คือ ให้ถ่มน้ำลายรดใส่ไหล่ซ้ายตัวเอง 3 ที (เกี่ยวกับเลข 3 อีกแล้ว ?) 6.การทำเกลือหก (เชื่อว่า)เป็นบ่อเกิดแห่งเหตุวิวาท – การแก้อาถรรพณ์นี้ คือ การถ่มน้ำลายรดไหล่ซ้ายตัวเอง 3 ทีเช่นกันค่ะ 7. “ขวาร้าย ซ้ายดี” ข้อนี้ รัสเซียก็ถือเหมือนกัน – ชาวรัสเซียเชื่อกันว่า หากตาซ้ายกระตุก ก็จะมีเรื่องดีๆเข้ามาในชีวิต แต่หากตาขวากระตุกแล้วล่ะก็…อาจมีเหตุไม่ดีเกิดขึ้นค่ะ ( เขาก็ยังถือแบบไทยเราเลย ) 8.ใครอยาก “คันมือ” บ้าง – แต่ต้องเลือกดีๆนะ คันข้างซ้ายจะได้ทรัพย์ แต่ถ้าเราคันข้างขวา…เสียทรัพย์ทันที 9.อย่าผิวปากในที่เหล่านี้ … เพราะจะทำให้ไม่มีเงิน – ในรถ ในออฟฟิศ หรือในที่ที่มีหลังคา อย่าผิวปากเด็ดขาด ไม่มีเงินใช้ ไม่รู้ด้วยนะ แต่ถ้าจะผิวปากให้ผิวในที่โปร่งใสทันที 10.สาวๆทั้งหลาย ใครชอบวางกระเป๋าบนพื้นบ้าง ชาวรัสเซียเค้าถือกันว่า – จะทำให้ไม่มีเงิน แถมยัง ได้ขึ้นคานอีกด้วยนะค่ะ

Read more
เกร็ดความรู้

เกร็ดความรู้และวัฒนธรรมประเทศลาว

เกร็ดความรู้ในประเทศลาว เป็นอาหารการกิน อาหาร ลาวขึ้นชื่อเรื่องของสด  โดยเฉพาะผัก ผลไม้  และสัตว์น้ำจืด เช่น ปลา  กุ้ง  และหอยน้ำจืด เป็นต้น เพราะลาวอุดมสมบูรณ์ด้วยมีแม่น้ำหลายสายมารวมกัน อาหารที่ลาวจะคล้ายกับอาหารไทยหลายอย่าง  เช่น  ส้มตำ ลาบ ไก่ย่าง เป็นต้น  อาหารหลักของชาวลาวคือ ข้าวเหนียว  ใครไปเที่ยวเมืองลาวรับรองว่าไม่มีปัญหาเรื่องอาหารการกินอย่างแน่นอนค่ะ เครื่องดื่มเครื่อง ดื่มที่นิยมมากที่สุดคือ เบยลาว หรือ เบียร์ลาว  ที่ลาวผลิตเองในประเทศ ดีกรีไม่แรง รองลงมาได้แก่เหล้าขาว  ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดคือบ้านช่างไห  หลวงพระบาง  กาแฟลาวเป็นกาแฟพันธุ์ดีและรสชาติเยี่ยมพันธุ์หนึ่ง ที่มีรสชาติกลมกล่อม ความปลอดภัย ด้วยระบอบการปกครองที่เคร่งครัด ประกอบกับการยึดมั่นในขนบธรรมเนียมวิถีชาวพุทธ คนลาวส่วนใหญ่มีจิตใจโอบอ้อมเอื้ออารีและเป็นมิตรกับชาวต่างชาติ ไม่ปรากฏเหตุการณ์ทำร้ายนักท่องเที่ยวอย่างรุนแรงมีแต่การลักเล็กขโมยน้อยนิด หรือฉวยโอกาสโกงราคาสินค้าและบริการนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางไปเอง หากต้องการความสะดวกควรใช้บริการไกด์ท้องถิ่นของประเทศลาว สามารถติดต่อได้ตามสนามบิน สถานีขนส่ง และท่าเรือท่องเที่ยวแทบทุกแห่ง สิ่งที่นักท่องเที่ยวพึงรำลึกถึงเวลาไปเที่ยวยังสถานที่ใด ควรอ่านป้ายประกาศต่างๆเสียก่อน และอย่าละเมิดข้อห้าม เจ้าหน้าที่ลาวพร้อมปฏิบัติหน้าที่อย่างแข็งขัน ชาวลาวมีขนบธรรมเนียมเคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาและประเพณีท้องถิ่นเช่น เดียวกับไทย อาทิการแต่งกายไปวัดต้องเรียบร้อย ไม่นุ่งสั้นมาก ไม่สวมเสื้อที่เห็นเนินอกหรือบางจนเดินไป หรือสายเดี่ยวไม่ใส่รองเท้าเข้าไปในโบสถ์ ถือศรีษะเป็นของสูง มือขวาสำคัญกว่ามือซ้ายไม่เข้าบ้านผู้อื่นก่อนได้รับการเชื้อเชิญ และต้องถอดรองเท้าก่อนเข้าบ้านเสมอ เวลาไปเที่ยวหมู่บ้านชนท้องถิ่นยิ่งต้องระวัง พยายามสอบถามกฏระเบียบประเพณีเสียก่อน แต่ละแห่งจะแตกต่างกันไป วัฒนธรรมและลักษณะประจำชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต กล้าหาญ อดทน รักอิสระเสรี รักหมู่คณะ ไม่ชอบการเบียดเบียนข่มเหง เป็นชาติที่รักสงบ มีความเคารพนับถือในบรรพบุรุษ นับถืออาวุโสทางอายุเป็นเกณฑ์สำคัญ มีอิสระในการเลือกคู่ครอง และมักจะศึกษาจิตใจกันก่อน ลักษณะครอบครัวเป็นครอบครัวใหญ่ เช่นเดียวกับชาวไทยทั่วไป การแต่งกาย ผู้หญิงนิยมเกล้าผม นุ่งผ้าซิ่น และมีสไบเฉียงพาดไหล่ ผู้ชายแต่งกายเช่นเดียวกับคนไทยในภาคอีสาน ส่วนชาวเขาเผ่าต่าง ๆ นิยมแต่งกายตามประเพณีของเผ่า ที่อยู่อาศัย บ้านเป็นหลังคาทรงแหลมชะลูด ยกพื้น สร้างด้วยไม้ อาหารการกิน อาหารหลักคือข้าวเหนียวและลาบ เช่นเดียวกับชาวอีสานของไทย การดนตรี เครื่องดนตรีประจำภาคคือ แคน และการแสดงคือ หมอลำแคน ส่วนการฟ้อนรำและดนตรีส่วนใหญ่ได้รับอิทธิพลจากไทย งานประเพณีต่างๆตลอดปีของลาว รู้จักกับ “ฮีต 12 ครอง 14” ของคนลาว ประเทศลาวเป็นประเทศที่อุดมไปด้วยวัฒนธรรมที่หลากหลายของชนเผ่าต่างๆ ซึ่งในแต่ละชนเผ่าก็มีความเชื่อ และประเพณีที่แตกต่างกัน สำหรับ “ฮีต 12 ครอง 14” นี้ถือเป็นความเชื่อและขนบธรรมเนียมประเพณีของชนเผ่าลาวลุ่ม ที่ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่บรรพบุรุษ “ฮีตสิบสอง” คำว่า “ฮีต” มาจากคำว่า “จารีตประเพณี” หรือสิ่งที่ยึดถือประพฤติปฏิบัติสืบต่อกันเป็นระยะเวลายาวนาน ส่วนคำว่า “สิบสอง” หมายถึง เดือนทั้ง 12 เดือนในรอบหนึ่งปี ดังนั้นความหมายโดยรวมๆ จึงหมายถึง งานบุญประเพณีในแต่ละเดือนของชาวลาวลุ่ม ซึ่งยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่ครั้งโบราณ จุดมุ่งหมายเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่บรรพบุรุษผู้ที่ล่วงลับ ตอบแทนบุญคุณของธรรมชาติ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่ช่วยดลบันดาลให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี ในแต่ละเดือนจะจัดให้มีงานบุญที่แตกต่างกันดังนี้ เดือนเจียง           บุญเข้ากรรม ช่วงที่จัด             เดือนธันวาคม ลักษณะงาน        จุดประสงค์ของงานนี้เพื่อให้พระภิกษุ สงฆ์ ผู้ต้องอาบัติขั้นสังฆาทิเสส (มีความรุนแรงรองลงมาจากอาบัติขั้นปาราชิก) เข้าพิธีกรรมปลงอาบัติด้วยการอยู่ในเขตที่จำกัด เพื่อชำระจิตใจให้สะอาดผ่องใสไม่มีสิ่งมัวหม่องอันใดทั้งสิ้น    เดือนยี่                บุญคูนลาน (บางท้องถิ่นเรียก “บุญกองข้าว”) ช่วงที่จัด            หลังฤดูเก็บเกี่ยว ลักษณะงาน        ก่อนที่จะนำข้าวที่นวดแล้วไปเก็บใน ยุ้งฉาง จะมีการทำบุญขวัญข้าว มีการนิมนต์พระภิกษุมาสวดเพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล และเป็นนิมิตหมายที่ดีให้ปีต่อๆ ไปทำนาเกิดผลดียิ่งๆ ขึ้นเรื่อยไป เดือนสาม            บุญข้าวจี่ ช่วงที่จัด             หลังงานมาฆบูชา ลักษณะงาน        ชาวนาจะนำข้าวจี่หรือที่เรียกกันว่า  (ข้าวเหนียว) นึ่งสุก ปั้นเป็นก้อนเท่าไข่เป็ดทาเกลือ นำไปเสียบไม้ย่าง จากนั้นตีไข่ทาให้ทั่วแล้วย่างจนไข่สุก และถอดไม้ออกนำน้ำตาลอ้อยยัดใส่ตรงกลางเป็นไส้ นำไปถวายพระสงฆ์ในช่วงที่หมดฤดูทำนาแล้ว เพื่อเป็นการทำบุญใหม่ในทุกปี   เดือนสี่                บุญพระเวส ช่วงที่จัด             เดือนมีนาคม ข้างขึ้นหรือข้างแรมก็ได้ ลักษณะงาน        งานบุญพระเวส หรืองานบุญมหาชาติ เช่นเดียวกับงานฟังเทศน์เวสสันดรชาดก ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องชาดกที่ยิ่งใหญ่ ชาวบ้านจะช่วยกันตกแต่งประดับประดาโรงธรรมด้วยดอกไม้ ของหอม ใช้ดอกบัวประดับธรรมมาสน์ มีการจัดรูปขบวนแห่พระเวส และนางมัทรีออกจากป่าเข้าในเมืองไปสิ้นสุดที่พระอุโบสถ และมีการเทศน์มหาพระเวสตลอดวัน   เดือนห้า              บุญสงกรานต์ ช่วงที่จัด             ตรุษสงกรานต์ ลักษณะงาน        นับเป็นงานบุญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของคน ลาว โดยมีการจัดงานติดต่อกันหลายวัน บางแขวงเช่น หลวงพระบางจะมีการจัดงานบุญสงกรานต์ติดต่อกันเป็นสัปดาห์ มีประกวดนางสงกรานต์ และก่อเขจดีย์ที่วัดกันอย่างล้นหลาม สงฆ์น้ำพระพุทธรูป และรดน้ำดำหัวผู้ใหญ่ และขบวนแห่นางสังขาร (นางสงกรานต์) จึงได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวมากที่สุด นอกจากนั้นยังถือเป็นวันปีใหม่ลาวเช่นเดียวกับของไทยอีกด้วย   เดือนหก             บุญบั้งไฟ ช่วงที่จัด            เดือนหกก่อนฤดูการทำนาจะมาถึง ย่างเข้าฤดูฝน ลักษณะงาน        คล้ายกับงานบุญบั้งไฟในภาคอีสานของไทยเรา จุดประสงค์เพื่อบูชาหลักเมือง และขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลในทุกปี ปีใดที่ไม่มีการทำบุญบั้งไฟเชื่อว่าปีนั้นจะเกิดเภทภัยต่างๆ และถือเป็นสัญญาณว่าฤดูทำนากำลังจะเริ่มต้นแล้ว ในทุกหมู่บ้านต่างพากันจัดบุญบั้งไฟ เพราะถือว่าเป็นบุญที่บ้านทุกปีที่จัดขึ้นมา และนับเป็นงานที่สืบทอดมาแต่ครั้งโบราณกาล   เดือนเจ็ด             บุญซำฮะ ช่วงที่จัด             เดือนมิถุนายน ลักษณะงาน        งานเล็กๆ แต่มีความสำคัญ จุดประสงค์เพื่อเป็นการล้างเสนียดจัญไรที่เกิดกับบ้านเมือง สิ่งที่ไม่ดีในบ้านเมืองออกไปทันที เพื่อให้บ้านเมืองมีแต่ความสงบสุขความเจริญแก่หมู่บ้าน   เดือนแปด           บุญเข้าพรรษา ช่วงที่จัด            วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 ลักษณะงาน        เป็นการเริ่มต้นฤดูเข้าพรรษาเหมือน ชาวไทย พระสงฆ์จะออกบิณบาตรเป็นเวลา 3 เดือน ตามพุทธบัญญัติ นับแต่วันเข้าพรรษาเป็นต้นไป ในวันแรกนี้จะมีการทำบุญตักบาตรตามวัดต่างๆ เดือนเก้า             บุญห่อข้าวประดับดิน ช่วงที่จัด             เดือนสิงหาคม ลักษณะงาน        บุญห่อข้าวประดับดินเป็นการทำ พิธีกรรมอุทิศส่วนกุศลให้กับวิญญาณบรรพบุรุษ และวิญญาณไร้ญาติให้ออกมารับส่วนบุญ ชาวบ้านจะนำอาหารคาว หวาน บุหรี่ หมาก พลู ใส่ลงในกรวยใบตอง นำไปวางตามพื้นดิน หรือใต้ต้นไม้บริเวณรั้วบ้าน รั้ววัด ในช่วงเวลาดังกล่าวที่แขวงหลวงพระบางมีการซ่วงเฮือ (แข่งเรือพาย), ออกร้านตลาดนัดขายสินค้าของชาวบ้าน จึงเป็นอีกงานที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งภายใน และต่างประเทศเป้นจำนวนมาก   เดือนสิบ             บุญข้าวสลาก ช่วงที่จัด            วันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 10 ลักษณะงาน        จุดประสงค์ของการจัดงานเพื่ออุทิศ ส่วนกุศลให้คนตาย หรือเปรต

Read more